วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

ความทรงจำในวัยเด็กที่หัวหิน (1) Memory of Hua Hin Beach (1)




บทแรก

ในวัยเด็ก  ฤดูร้อนทุกปีของชั้น เริ่มต้นเหมือน ๆ กัน... 
ปิดเทอมครั้งใด พ่อจะพาพวกเราขนข้าวขนของออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่หัวหิน เมืองตากอากาศที่มีชื่อเสียงอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย ฟังดูหรูหรามากใช่มั้ย ลองฟังต่อก่อนว่า summer trip ของชั้น so amazing ขนาดไหน

รถประจำทางสีส้มแดงที่วิ่งตะบึงไปข้างหน้า ฝุ่นตลบฟุ้งตามหลังไปตลอดทาง  เป็นปฐมบทการเดินทางช่วงปิดเทอมที่เริ่มเหมือนกันแทบจะทุกครั้ง

ยังจำบรรยากาศของการเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางระหว่างจังหวัดในยุค 70 ได้หรือเปล่า ในสมัยนั้น ไม่ว่าเราอยู่ที่ตรงไหนของถนนที่รถโดยสารจะแล่นผ่าน เราสามารถโบกเพื่อขึ้นรถได้โดยไม่ต้องไปขึ้นที่สถานีขนส่งเหมือนในปัจจุบัน  โดยมีพนักงานหรือที่เราเรียกกันจนชินหูว่า "กระเป๋ารถเมล์" จะเป็นผู้ทำหน้าที่คอยลากคอยดันผู้โดยสารที่โบกขึ้นรถระหว่างทาง   



ในระหว่างที่รถวิ่ง  กระเป๋าฯ  จะประจำอยู่ประตูหน้าและหลัง  ทำหน้าที่โหนอยู่ที่ข้างประตูรถ โดยเอามือและเท้า (ซึ่งต้องเป็นข้างขวา) โหนเกี่ยวอยู่กับที่ยึดข้างประตูรถแล้วปล่อยตัว แขนและขาอีกข้างหนึ่งออกไปนอกตัวรถ พร้อมกับต้องทำตัวให้โบกสะบัดไปตามแรงลม เปรียบเป็นธงสัญลักษณ์อะไรซักอย่างก็ไม่ปาน เนี่ยแหละ...กระเป๋ารถเมล์ของเมืองไทยในยุค 70

อากาศเดือนเมษาร้อนอบอ้าว หลายชั่วโมงในรถเต็มไปด้วยคนสารพัดประเภท สัมภาระสารพัดอย่าง มีเพียงอากาศที่แหวกเข้ามาตามช่องหน้าต่างเท่านั้นที่ช่วยให้ความร้อน ความเหม็น ความอึดอัด ผ่อนคลายลงบ้าง แต่ก็จะมีความรำคาญและน่าหงุดหงิดเป็นของแถมมาด้วย เนื่องจากผมเผ้าจะยุ่งเหยิงพันกันและปลิวมาเกาะอยู่ตามหน้าตาที่เหนียวเหนอะหนะไปด้วยเหงื่อ  บรรยากาศในรถเต็มไปด้วยฝุ่นแดง ควันรถและกลิ่นครัชไหม้  เสียงล้อรถบดไปบนถนนตลอดทาง อย่าหวังว่ารถเมล์เก่าคร่ำสีส้มจะมีแอร์เย็นฉ่ำเหมือนรถประจำทางปรับอากาศสองชั้นทันสมัยที่วิ่งให้เห็นบนถนนทุกวันนี้ 

บทที่ 2

เมื่อรถแล่นผ่านชะอำมาแล้ว พ่อกับแม่ก็จะต้องปลุกเรียกชั้นกับน้องให้ตื่นจากความเหนียวเหนอะหนะและงุนงง เพื่อเตรียมสัมภาระที่เด็กตัวเล็ก ๆ เช่นพวกเราจะช่วยพ่อแม่ถือได้ รถเมล์จอดลงอย่างกระแทกกระทั้น กระเป๋าฯ ทำหน้าที่ผู้ให้บริการอย่างยอดเยี่ยม นอกจากเค้าแทบจะอุ้มคนแก่และเด็กลงจากรถแล้ว เค้ายังทำหน้าที่ปีนบันไดหลังขึ้นไปบนหลังคา แล้วก็โยนกระเป๋าของพวกเราลงมาให้คนที่รอรับอยู่ข้างล่าง ชั้นยังไม่เคยเห็นเค้าโยนพลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว

รถแล่นออกไปอย่างเร่งรีบ จนบางครั้งกระเป๋าฯ (คนเดิม) ต้องวิ่งตามรถไปตั้งไกล  กว่าจะเอามือและเท้าข้างเดียวกับที่โหนตอนรถวิ่ง เกี่ยวพันในท่าเดิม และรถสีส้มแดงคันนั้นก็หายลับไปท่ามกลางฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย

บ้านตากอากาศฤดูร้อนของชั้น  เป็นบ้านไม้สองชั้นใต้ถุนสูงทรง  หัวหิน” ชั้นล่างของตัวบ้านมีพื้นเป็นดินที่เรียบและแข็งมาก สามารถใช้ไม้กวาด กวาดไปบนพื้นเพื่อขจัดใบไม้และเศษผงใหญ่ ๆ ให้บ้านดูสะอาดตาน่าอยู่ และหน้าที่ของชั้นอย่างนึงก็คือกวาดพื้น (ดินชั้นล่างนี่แหละ 

ด้านหนึ่งของบ้านเป็นห้องเก็บของ เก็บพวกของใช้ที่จำเป็นสำหรับการเพาะปลูก จักรยาน แล้วก้ออุปกรณ์ที่ใช้บ้างไม่ใช้บ้างรวมกันอยู่ในนั้น อีกด้านเป็นเหมือนห้องเอนกประสงค์ มีทางเดินทะลุจากหน้าบ้านไปยังหลังบ้าน ทางเข้าและทางออกเป็นช่องโล่งไม่มีประตู  จะว่าไม่มีก็ไม่ถูกนัก เพราะมีบานกระทุ้งบานใหญ่ปิดเอาไว้ในตอนกลางคืน ซึ่งการเปิดจะใช้ไม้ไผ่ท่อนยาว ๆ มาดันที่ปลายแล้วผลักบาน (ซึ่งน่าจะเรียกว่าประตู) นั้นขึ้นไป แล้วใช้ปลายไม้ไผ่อีกข้างหนึ่งค้ำลงไปในดิน เพียงเท่านี้ เราก็จะมีที่วิ่งเล่นที่ไม่มีผนังหรือบานประตูใด ๆ มาขวางกั้น มีเหมือนกัน  ที่วิ่งไล่กันเพลินไปชนเอาไม้ค้ำ  จนบานประตูฟาดลงมาเสียงดังสนั่น  หลังจากนั้นก็จะได้ยินเสียงแม่ดังกว่าเสียงประตูเมื่อกี้เสียอีก พวกเราก็เลยต้องอพยพไปในไร่แตงโมข้างบ้าน  รอให้แรงระเบิดทุเลาลง  ค่อยกลับมาเล่นกันต่อ


ห้องเอนกประสงค์นี้ด้านหนึ่งเป็นชั้นเก็บของขนาดใหญ่ อีกด้านเป็นแคร่ไม้ยกพื้นสูงแค่สะโพก พื้นไม้สักขัดมันยาวตั้งแต่หน้าบ้านจนถึงหลังบ้าน เป็นทั้งที่ทำอาหาร ตั้งวงกินข้าว เป็นลานเด็กเล่น เป็นห้องรับรองแขกเมื่อมีเพื่อนบ้านมาหา  นอกจากนี้ถ้าวันไหนมีอาคันตุกะมาค้างแรมเยอะ  ตรงนี้ก็ใช้ไปโรงแรมห้าดาวได้อีกด้วย

บันไดทอดขึ้นชั้นบนอยู่ด้านข้างของตัวบ้าน เหมือนบ้านตามต่างจังหวัดทั่วไป ข้างบันได้ชั้นล่างวางอ่างล้างเท้าเป็นปูนรูปสี่เหลี่ยมมีแท่นอยู่ตรงกลางสำหรับให้เราขึ้นไปยืน แล้ว(ใช้เท้า)วักน้ำที่ล้อมอยู่รอบแท่นขึ้นมาล้างเท้า ก่อนขึ้นบ้าน  

และอันนี้ก็เป็นงานประจำของชั้นอีกงานหนึ่งเช่นกัน คือตักน้ำมาเปลี่ยนในอ่าง...อย่าเข้าใจผิด  ชั้นไม่ได้เป็นซินเดอเรลล่า ทำงานบ้านสารพัดอยู่เพียงคนเดียว เพราะที่กล่าวมาทั้งหมด  น้อง ๆ ก็ต้องรับหน้าที่เหมือนกัน  จะมาเกี่ยงว่าตัวเล็กตัวใหญ่ไม่ได้  เพียงแต่ตัวเล็กก็อาจทำน้อยหน่อย

บันไดทอดขึ้นสู่ระเบียงกว้างไม่มีหลังคา เป็นชานขนาดใหญ่ ซึ่งบางครั้งเราใช้เป็นที่นอนดูพระจันทร์ในคืนข้างขึ้น และดูดาวในคืนข้างแรม นี่คือความบันเทิงอีกอย่างยามค่ำคืน  ถัดจากระเบียงมาเป็นห้องโถงยกพื้น ไม้ขัดมันมีฝาสามด้าน ด้านหนึ่งเป็นห้องนอน 2 ห้องของพวกพี่ (ลูกลุง) ฝาบ้านประดับไปด้วยภาพถ่ายขาวดำบุคคลในครอบครัวตั้งแต่รุ่นปู่ย่า...ลุงป้า..พ่อแม่ แล้วก็มาถึงรุ่นพวกเรา ซึ่งบางรูปก็แทบดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร  หน้าตาขี้เหร่หาที่เปรียบไม่ได้  แต่สิ่งที่ชั้นบังคับตัวเองทุกครั้งไม่ให้หันไปมองทั้งที่รู้ดีว่าสิ่งนี้วางสงบนิ่งอยู่อย่างนั้นมาตั้งแต่จำความได้ก็คือ โกฎิที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านนึงของฝาบ้านไม่ต่ำกว่า 4-5 อัน.....และห้องโถงนี้นี่เองที่เป็นโรงแรมห้าดาวของพวกเราทุกคราวที่ไปเยือนหัวหิน

บ้านตากอากาศของชั้นใช้พลังงานธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์  คือยังไม่มีไฟฟ้าใช้  ตอนหัวค่ำสิ่งบันเทิงของเราคือล้อมวงฟังผู้ใหญ่คุยกันถึงเรื่องต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องวิถีชีวิตทั่วไปของชาวบ้านแถวนั้น  และความเป็นไปของญาติ ๆ ที่ไม่ได้เจอกันนานนับปี  บางทีก็เป็นเรื่องในอดีตที่ฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก  เหตุผลอย่างหนึ่งที่เราต้องมาล้อมวงฟังอะไรที่ซ้ำ ๆ ด้วยสำเนียงชาวหัวหินดั้งเดิมแบบนี้ก็คือ  กลัวผี (ทั้งที่ไม่ได้เล่าเรื่องผี)

พอตกดึก รอบ ๆ บ้านอันเป็นที่แสนสุขของพวกเราในตอนกลางวัน จะกลายสภาพเป็นหนังสยองขวัญไปในทันที  บรรยากาสรอบบ้านปกคลุมไปด้วยความมืด  เสียงจักจั่นที่แผดเสียงดังสนั่นไปทั้งราวป่า  นาน ๆ ก็จะมีเสียงตุ๊กแกดังแทรกอยู่ใกล้ ๆ บ้าน เป็น background  แสงสว่างที่มีอยู่ก็เป็นเพียงตะเกียงเจ้าพายุดวงเดียว   
พอดึกมากเข้า ไอ้เจ้าตะเกียงซึ่งเป็นความหวังสุดท้ายของชั้นก็จะดับลง  เพื่อเป็นการประหยัดทั้งน้ำมัน และยืดอายุไส้ตะเกียงให้นานขึ้น  ตอนนี้ก็มีเพียงดาวบนฟ้าเท่านั้นที่ให้แสงสว่าง  เสียงพูดคุยยังคงดำเนินต่อไป  ยิ่งดึกเสียงนั้นก็ยิ่งกังวาลชัดอยู่ท่ามกลางความมืด  ท่วงทำนองและน้ำเสียงแบบชาวพื้นเมืองแท้ ๆ ขอลุงกับป้าสลับกับเสียงของพ่อที่พูดคุยสอบถามถึงความเป็นไป ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการดำเนินชีวิตและการทำมาหากิน  มันเป็นความยากลำบากที่พวกเค้าคุ้นเคยและไม่ได้ใส่ใจว่ามันเริ่มต้นมาเนิ่นนานแค่ไหน  เค้าดำเนินชีวิตตามที่มันเป็น

ชั้นพยายามข่มตาให้หลับภายใต้มุ้งสายบัวหลังเก่าสีหม่นแต่สะอาด  ทุกคนพยายามจะนอนอยู่ตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่เพื่อความอุ่นใจ  แต่ถ้าพ่อยังคุยอยู่กับลุงอย่างนี้  ชั้นจึงต้องเป็นฝ่ายนอนข้างที่ว่างอยู่ ซึ่งแน่นอนจะไม่มีใครนอนคั่นระหว่างชั้นกับความมืดน่ากลัวนั่น  บางคืนชั้นหลับไปได้ท่ามกลางเสียงพูดคุยของพ่อกับลุงก็จะเป็นโชคดี  แต่ถ้าคืนไหนนอนไม่หลับ...เป็นอันว่าคืนนั้นชั้นจะต้องนอนหลับตาแน่น  แต่ไม่สามารถข่มให้หลับอยู่อย่างนั้น (พร้อมกับไม่กล้ากระดุกระดิกด้วย) จนกว่าจะผล็อยหลับไปเอง

ความกลัว....มันคุกคามมากในความรู้สึกตอนนั้น  และทุกคืนชั้นจะต้องถูกสะกดให้นอนไม่หลับเพื่อเผชิญกับความมืดเพียงลำพัง  ชั้นเกลียดเวลาโพล้เพล้ พระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน  นั่นหมายความว่า ความมืดที่น่ากลัวจะเป็นฝ่ายชนะอีกครั้ง


บทที่ 3

การเล่นน้ำทะเลเกือบจะเป็นกิจกรรมที่สนุกและตื่นเต้นที่สุดของพวกเรา  วันแรก ๆ ที่ไปถึงเราแทบทนรอจนถึงบ่ายสี่โมงไม่ไหว  บางวันถ้าพ่อใจอ่อนเราก็จะได้ไปเล่นน้ำทะเลตั้งแต่บ่ายต้น ๆ พ่อจะพาเราเดินลัดเลาะไปตามทางเดินเท้าเล็ก ๆ ซึ่งมีบ้านคนปลูกอยู่ห่าง ๆ กัน   ข้างทางมีไม้พุ่มขนาดเล็กขึ้นระเกะระกะ  กิ่งใบมันดูแห้ง ๆ บางต้นก็มีหนาม  ถ้าเดินไม่ระวังก็อาจโดนมันข่วนเอาได้ 


เราเคยพยามที่จะใช้จักรยานเป็นพาหนะ เพราะระยะทางจากบ้านไปที่ทะเลก็เกือบกิโล แต่สุดท้ายก็ไม่เวิร์ก กลับมาใช้การ เดินเท้าเหมือนเดิมจะดีกว่า  เพราะทางที่ว่าเป็นหลุมเป็นบ่อไปตลอดทาง  ซึ่งจักรยานก็จะกลายเป็นภาระให้เราต้องลากจูงมันไปด้วยในที่สุด 

พอพ้นแนวป่าเล็ก ๆ นั่น ก็จะเห็นบ้านพักตากอากาศเรียงรายอยู่ริมหาด ทะเลไม่ได้เป็นสีเขียวมรกตเหมือนพังงา กระบี่ น้ำไม่ได้ใสเป็นกระจกเหมือนสิมิลัน  แต่มีหาดทรายขาวยาวเหยียดสุดลูกตา มีเรือประมงลำเล็กเกยอยู่ตามหาด  มีเปลือกหอยเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่ว และมีดอกลั่นทมสีขาวกลิ่นหอมซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสนโมแมนติกอย่างหนึ่งของหัวหิน



เราจะมีห่วงยางสีดำอันใหญ่ ได้มาจากยางในล้อรถ (ซึ่งน่าจะเป็นรถบรรทุก) เป็นอุปกรณ์ประกอบการเล่นน้ำทะเลของพวกเรา เราต้องผลัดกันแบกไอ้เจ้าห่วงยางอันมหึมานี้ไปด้วย เป็นระยะทางเกือบหนึ่งกิโลเพื่อไปเล่นน้ำทะเล   พ่อจะมีหน้าที่ว่ายน้ำลากห่วงยางออกไป  โดยมีพวกเราเกาะกันเป็นพรวนอยู่อย่างนั้น พ่อมักจะแกล้งว่ายออกไปไกลมาก ๆ โดยไม่สนใจเสียงตะโกนห้าม แข่งกับเสียงคลื่นของพวกเราว่า พอแล้ว ไกลเกินไปแล้ว ซึ่งความจริงมันไม่ไกลอะไรนักหรอก  คุณคิดว่าพ่อจะสามารถว่ายน้ำทะเลที่คลื่นลมแรงมาก ๆ ในฤดูร้อน โดยลากเอาพวกลิง 3-4 ตัวไปได้ไกลซักแค่ไหนกันเชียว แล้วพ่อก็จะทิ้งพวกเราไว้อย่างนั้น และว่ายน้ำเข้าฝั่ง  พวกเราก็จะตาลีตาเหลือกช่วยกันวักน้ำ (เป็นอาการของคนที่ตัวลอยอยู่ในน้ำด้านในของห่วงยาง แล้วเอามือออกมาทำท่าเหมือนพายเรือ เพื่อจะไปยังทิศทางใดทิศทางหนึ่ง  ซึ่งบางครั้งก็จะทำให้ห่วงยางหมุนเป็นวงกลมอยู่ที่เดิม  เนื่องจากเราจะต่างคนต่างวัก) เพื่อจะตามพ่อไปให้ทัน แต่สิ่งที่ทำให้เราเข้ามาถึงฝั่งได้  ไม้ใช่แรงวักน้ำไร้ทิศทางของพวกเรา แต่เป็นเพราะคลื่นลูกใหญ่ที่ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ถาโถมเข้าหาฝั่งอย่างไม่รู้จักคำว่าเหนื่อยนั่นต่างหาก

เมื่อพระอาทิตย์เริ่มอ่อนแสง ลมแรง และความมืดเริ่มมาเยือน  มันเป็นสัญญาณให้รู้ว่าเวลาแห่งความสนุกสนานกำลังจะสิ้นสุดลง  ทุกอย่างดูเหมือนจะเปลี่ยนไปจากเดิมหน้ามือเป็นหลังมือ  ตอนนี้เราต้องเดินตัวเปียกไปตามทางเดิมที่เราเดินมาตั้งแต่ทีแรก  น้ำทะเลทำให้ตัวเราเหนอะหนะน่ารำคาญ ผมเผ้าติดหนึบอยู่ตามใบหน้าและลำคอ  แถมยังมีสัมภาระหลายอย่างที่เราต้องช่วยกันแบกช่วยกันถือ เราต้องเดินผ่านพงหนามและทางเดินเล็ก ๆ นั่นอีกครั้ง รองเท้าแตะของเราน่ารำคาญเพราะมีก้อนแฉะ ๆ ของทรายที่ติดขึ้นมาตอนที่เราย่ำเท้าเดิน ในตอนนั้นสิ่งที่อยากได้ที่สุดคือน้ำจืดซักตุ่มใหญ่ ๆ เพื่อล้างเอาความเหนียวเหนอะหนะออกไป

บทที่ 4

น้ำประปายังมาไม่ถึง เราใช้น้ำจากคลองชลประทานสำหรับดื่มกิน ทำอาหาร ล้างจาน ซักผ้าและอาบ  แต่ก็ใชว่าเราจะใช้มันได้ทันทีโดยเปิดจากก๊อกเหมือนน้ำประปาที่ไหลมาตามท่ออย่างปัจจุบัน  คลองชลประทานที่ว่า  อยู่ห่างจากบ้านไปทางทิศตะวันตกประมาณหนึ่งกิโล  เรามีทางเลือกสองทางคือ  เดินไปอาบน้ำที่คลองฯ หรือไม่ก็เอารถรุนเอนกประสงค์ไปขนน้ำจากคลองเพื่อมาอาบที่บ้าน ส่วนใหญ่เราจะเลือกทั้งสองทางคือนั่งรถรุน (ที่พ่อเป็นคนรุน) ไปอาบน้ำที่คลอง  และตักน้ำใส่ปี๊ป (หลายปี๊ป) กลับมาเติมตุ่มที่บ้าน

ตอนขาไปปี๊ปเปล่าสามารถวางซ้อนกันได้  พวกเรานั่งสบายไปบนรถ  แต่ขากลับอาจต้องมีคนเสียสละเดินตามหลังรถรุนกลับมา  แต่พวกเราก็สนุกที่ได้ช่วยพ่อรุนรถมาตามทางคดเคี้ยวที่เหมือนทางเกวียน  บางวันถ้าเราเพลินเล่นน้ำในคลองเสียนาน ขากลับสองข้างทางก็จะเริ่มมืดโพล้เพล้  พวกเราก็จะเดินติดเกาะพ่อไปตลอดทาง  บางครั้งพ่อก้แกล้งโดยการเข็นรถวิ่งหนี  พวกเราก็วิ่งตามไม่คิดชีวิต  โดยมีเสียงกรี๊ดดังลั่นตามไปด้วย

เรากลับถึงบ้านด้วยความเหนื่อยอ่อน เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกออกหมดแล้ว  พวกเราก็จะมาล้อมวงกินข้าวกัน แม่เป็นแม่ครัวทั้งสามมื้อ และตลอดการเดินทาง  กว่าเราจะทำกิจกรรมในแต่ละวันเสร็จ  อาหารเย็นของพวกเรามักล่วงเลยเวลาพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว  เราจึงกินข้าวใต้แสงตะเกียงกันบ่อย ๆ 

ถ้าวันไหนลุงยังกลับไม่ถึงบ้าน พ่อก็จะเอาตะเกียงน้ำมันมาจุดแทน เพราะการจุดตะเกียงเจ้าพายุต้องอาศัยผู้มีความรู้ทางเทคนิคโดยเฉพาะ (จุดไม่เป็น...) เปล่าหรอก..ความจริงแล้ว พ่อเกรงใจ ไม่อยากเอาตะเกียงอันใหญ่มาใช้ ในขณะที่ลุงก็เกรงใจและรู้ว่าพวกเราเป็นพวกมีอาการของโรคปอด (ชาวบ้านเรียก ปอดแหก”) กลัวผี อยู่ในความมืดนาน ๆ ไม่ได้ มักจับตัวกันเป็นก้อน เหมือนพลาสติกโดนความร้อน

บางคืนที่ฟ้าโปร่งมองเห็นดาว พ่อจะพาพวกเราไปนั่ง-นอนเล่นริมทะเล บางครั้งพ่อจะฮัมเพลงที่ไม่เหมือนที่เราเคยฟัง  เราจะต่อว่าพ่อต่าง ๆ นานา ว่าร้องเพลงอะไร ไม่เห็นรู้จักเลย หรือบางทีพ่อก็จะเป่า Mouth Organ เป็นเพลงที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อนเช่นกัน แต่พอนานวันเข้า เราก็จะคุ้นเคยและไม่เคยถามพ่ออีกเลยว่า เพลงอะไร” (เพราะพ่อก็คงไม่รู้เหมือนกัน!!!)

1 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

บ้านสวยดีครับ.