วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

มุมมองใหม่...ห้องนอนสีฟ้า Blue Ocean


มุมใหม่สัปดาห์นี้ค่ะ  
หลังจากทำ Build-in ผนังหัวเตียงห้องนอนไปหลายเดือน
ก็เอาไม้พายสองอันที่ทำเองไปติดไว้ 
มันดูว่าง ๆ ไปหน่อย

ไปหัวหินรอบนี้มีเวลา
ก็เลยเอาพร๊อพของตกแต่งที่มีอยู่มาลองจัดเรียง
วาง layout บนพื้นก่อน
เห็นว่าเหมาะสมดีแล้วจึงเอากระดาษหนังสือพิมพ์มาตัดตามชิ้นงาน
ได้ขนาดแล้ว ก็เอาไปแปะบนผนัง
หลังจากนั้นก็ให้พนักงาน...แฮะ แฮะ คุณสามีอ่ะค่ะ
เจาะผนังตามกระดาษที่ติดไว้

วิธีนี้ ได้มาจากเวปไซต์ค่ะ
จำไม่ได้เสียแล้วว่าเวปไหน
Good Idea มาก ๆ ค่ะ

กังหันลมสีสวยน่ารักได้มาจากร้าน @home ที่จตุจักร
นาฬิกาปลุกสีครามกับไม้เทนนิส ได้จากเวปขายของเก่า
ป้ายเหล็กเขียนข้อความสีครีมได้จากร้าน Index
ป้ายไม้ "Hua Hin in Love" เขียนเองกับมือ
กรอบไม้ Paint รูปผีเสื้อได้จาก @home เช่นกัน
ไม้พายได้จากร้านขายของในสำเพ็ง
กรอบรูปวาดเรื่องราวทะเล ร่มชายหาดกับประภาคาร
ได้จากร้านขายกรอบรูปที่ซอยอารีย์

บรรยากาศโดยรวมก็ออกแนว Vintage Country แบบที่ชอบค่ะ






วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556

แรงบันดาลใจในการแต่งบ้านแนวทะเล (Vintage Coastal my inspiration)


หลังจากที่ตามหาความฝันที่จะมีบ้านตากอากาศริมทะเลที่หัวหินมานานหลายปี  ต้นปี 2553  เราก็ได้บ้านในโครงการ “Boat House”  เป็นวิลล่าติดสระว่ายน้ำ (ลักษณะเหมือนทาวเฮ้าส์แหละค่ะ) มี 2 ชั้น 2 ห้องนอน ซึ่งเราคิดกันไว้ว่าจะตกแต่งบ้านเองโดยไม่ใช้มัณฑนากร ....คิดการใหญ่ยิ่งนัก.....

จากประสบการณ์ที่เคยเห็นบ้านตากอากาศของเพื่อน  คนรู้จักหรือคอนโด/บ้านมือสองที่เค้าประกาศขายตามเวปไซต์ต่าง ๆ  ที่มักแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์เท่าที่จะนึกและหาได้ในพื้นที่  (อันนี้ไม่ได้พูดถึงบ้านตากอากาศระดับอภิมหาเศรษฐีที่เค้าตกแต่งอย่างหรูหราสวยงามนะคะ)  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย  ค่ามัณฑนากร และตัวเจ้าของเองก็ไม่มี  idea ในการตกแต่งบ้าน ไม่ชอบ ขี้เกียจหาซื้อ ไม่มีเวลา ฯลฯ เพราะคนไม่ชอบแต่งบ้านจะรู้สึกว่า  การต้องเลือกหาซื้อของเหล่านี้เป็นเรื่องยุ่งยากและไม่น่ารื่นรมณ์  ต่างจากคนที่ชอบ จะมีความสุขในการหาซื้อเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่ Match กับ theme ของบ้าน และตื่นเต้นเมื่อไปเจอร้านที่ขายของในสไตร์ที่กำลังค้นหา  จึงทำให้หน้าตาของบ้านตากอากาศที่ซื้อมาด้วยราคาไม่ใช่น้อย กลายสภาพเป็นบ้านอยู่อาศัยหน้าตาธรรมดา ๆ ที่ไม่มีบรรยากาศของบ้านผักผ่อนหลงเหลืออยู่    เนื่องจากนำเฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็นมาวางตามความเหมาะสมเพื่อตอบสนองการใช้งานเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงความสวยงาม   ในที่สุดบ้านดังกล่าวก็ถูกทิ้งไว้โดยไม่มีใครอยากไปพักผ่อน เพราะไม่ได้เป็นบ้านที่น่าอยู่และดึงดูดใจในฐานะบ้านตากอากาศเหมือนอย่างที่คิดฝันไว้ตอนที่ซื้ออีกต่อไป 



เรื่องเหล่านี้เป็นบทเรียนของคนอื่นที่เราต้องนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบในการตัดสินใจซื้อบ้านตากอากาศ และบอกกับตัวเอง (และแฟน) ว่าจะตกแต่งบ้านหลังนี้ให้สวยและให้ความรู้สึกเป็น"บ้านตากอากาศ" ที่พวกเรามีความสุขที่ได้มาพักผ่อนที่บ้านนี้โดยไม่รู้เบื่อ โดยใช้งบประมาณน้อยที่สุด

โชคดีที่เป็นคนชอบงานตกแต่งเป็นทุนเดิม และการเปิดดูหนังสือตกแต่งบ้านเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานในวันหยุด  จึงสามารถเริ่มโปรเจ็คการตกแต่งบ้านตากอากาศของตัวเองได้ไม่ยากเย็น สำหรับเราแล้ว ความสนุกในการคิด ออกแบบและค้นหากำลังเริ่มต้นขึ้น


หนังสือตกแต่งบ้านที่สะสมไว้ เริ่มกลับมามีชีวิตอีกครั้ง  มันถูกหยิบมาพลิกไปยังหน้าต่าง ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า  เพื่อค้นหาว่า การตกแต่งแบบไหนที่ตรงใจเรามากที่สุด  กว่าจะสรุปได้ว่า Theme ของบ้านจะออกมาเป็นอย่างไร ก็เล่นเอาเหนื่อย  ถึงแม้เราจะเพียรนำเสนอข้อมูล รูปแบบของบ้านตากอากาศใน Theme ต่าง ๆ ให้สมาชิกในครอบครัวให้ช่วยกันเลือก  แต่ทุกคนก็ช่างแสนดี ตามใจแม่ทุกอย่าง (ความจริงขี้เกียจคิด) โดยให้คำตอบเหมือน ๆ กันว่า แล้วแต่แม่ เป็นคำตอบที่กดดันเอามาก ๆ เลยค่ะ เพราะ แล้วแต่แม่มันหมายความว่าแม่เป็นคนคิด ออกแบบและเป็นธุระในการไปจัดหามาทั้งหมด  และรับผิดชอบต่อความถูกใจและไม่ถูกใจของทุกคนในครอบครัวด้วย


........และแล้วเมฆฝนแห่งความลังเลก็เริ่มตั้งเค้า…………


ถ้าสิ่งที่เราเลือกแล้วมันไม่สวยล่ะ ! ถ้ามันเชย  !  ถ้าทำแล้วไม่มีใครชอบ ไม่มีใครชื่นชม ไม่มีใครบอกว่าสวยซักคน เราจะทำยังไง ? 

คนที่เป็นมัณฑนากรเค้าทำกันได้ยังไงนะ  ออกแบบบ้านให้คนโน้นคนนี้ ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเค้าชอบอะไร ชอบแบบไหน  นี่เรารู้อยู่แก่ใจว่าเราชอบอะไร สไตร์ไหน แถมยังออกแบบให้ตัวเองคนเดียว ยังยากเลย


หลังจากผ่านความเครียด ความกังวลมาพักใหญ่ ในที่สุดความคิดก็ตกผลึก Theme ของบ้านคือ แนวทะเล 


ความจริงเราเลือก Theme ทะเล ตั้งแต่ยังไม่ได้ซื้อบ้านตากอากาศซะด้วยซ้ำ  เพราะหลงไหลการตกแต่งแนวนี้มาตั้งแต่เห็นบ้านพัก ตากอากาศที่จังหวัดตราด และเก็บสะสมรูปภาพเหล่านั้นไว้นานนับสิบปี และถ้ามีโอกาสเจอการตกแต่งแนวนี้ในหนังสือตกแต่งฉบับไหนก็จะซื้อเก็บไว้เรื่อย ๆ เหมือน เก็บความฝันใส่ขวดโหล


 



แต่เมื่อต้องมาแต่งบ้านตากอากาศของตัวเองเข้าจริง ๆ กลับไม่กล้าทำตามความฝันของตัวเองในทันที เพราะ สิ่งที่เราชอบ ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะชอบ  ทำให้ต้องมีการซาวเสียงสมาชิกในครอบครัวเกิดขึ้น  เมื่อมีคำตอบว่า แล้วแต่แม่  กลายเป็นเรื่องหนักใจที่เราต้องกลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้งว่าชอบจริงหรือ  มันจะอยู่ได้นานเหมือนแนว Contemporary ซึ่งเป็นแนวกลาง ๆ ได้หรือ... 

เมื่อพยายามทบทวน (อย่างเข้าข้างตัวเอง) อยู่หลายครั้ง  สุดท้ายก็ได้คำตอบว่า  บ้านที่กรุงเทพก็เป็นแนว Contemporary อยู่แล้ว  การมาพักผ่อนคือต้องการรู้สึกง่าย ๆ สบาย ๆ กับมัน และก็มีบรรยากาศแตกต่างกับบ้านที่เราอยู่ทุกวัน  ซึ่งแนวทะเลน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด (เพราะเราชอบ ฮี่ฮี่)


แนวที่เราแต่งขอให้คำจำกัดความว่า “Vintage Coastal ” ซึ่งถ้าจะให้อธิบายตามหลักการเราก็ไม่มีความรู้เพียงพอ แต่ถ้าจะให้บอกเล่าตามแนวการตกแต่งก็คือ การตกแต่งใช้สีฟ้า ขาวและน้ำเงินเป็นหลักเพื่อแทนสีของทะเล  ตู้เตี้ยสำหรับวางโทรทัศน์และใช้เป็นตู้เก็บเครื่องนอนทำจากไม้เก่าแบบดิบ ๆ ทำสีให้อารมณ์เหมือนสีของเรือตังเกที่ผ่านแดดผ่านฝนมาเป็นเวลานาน เฟอร์นิเจอร์หลัก ๆ เป็นสีขาว เช่นเตียงนอน  Day Bed รวมถึง Build-in ในห้อง Pantry  ของตกแต่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับทะเล เช่น เรือ ประภาคาร กลาสี ตะเกียง ไม้พาย ห่วงชูชีพ ฯลฯ  และแต่งเติมมุมต่าง ๆ ด้วยความชอบส่วนตัวคือของเก่า เช่น พัดลมและวิทยุสไตร์วินเทจ และที่ขาดไม่ได้คือไม้เก่าทาสีและเขียนข้อความเกี่ยวกับทะเลที่ดิฉันทำเอง เช่น Beach, SEA, Welcome to The Beach, Beach House





การกำหนด Function การใช้งาน เพื่อเลือกแบบของเฟอร์นิเจอร์
ตู้เสื้อผ้า 
เราบอกกับตัวเองเอาไว้ว่า ไม่ต้องการตู้แขวนเสื้อผ้า เพื่อไม่ให้บ้านดูดับแคบจากตู้ทรงสูงขนาดใหญ่แบบตู้เสื้อผ้าทั่วไป และคิดว่าการมาบ้านตากอากาศ ไม่ต้องการเสื้อที่รีดจนเรียบกรีบโง้งหรอก  เราใส่เสื้อยืดหรือเสื้อเชิ๊ตสบาย ๆ น่าจะเหมาะกว่า ซึ่งเราพับใส่กระเป๋าโยนขึ้นหลังรถมาก็เป็นอันเรียบร้อย  แต่ข้อสันนิฐานข้อนี้ของเราผิดค่ะ  สามีจะทนไม่ได้กับการใส่เสื้อผ้ายับ ๆ  ปัจจุบันก็เลยเป็นโจทย์ที่ต้องแก้ต่อ เรื่องหาที่แขวนเสื้อที่จะไม่ทำให้บรรยากาศของบ้านตากอากาศเสียไป เนื่องจากแขวนเสื้อเอาไว้ตามผนังเต็มไปหมด เพราะเราไม่มีตู้เสื้อผ้า

















ที่นอน 
วัตถุประสงค์หลักของบ้านนี้ นอกจากเป็นที่พักผ่อนของคนในครอบครัวแล้ว  กลุ่มเพื่อน (ทั้งของพ่อของลูก) มักจะมาขลุกอยู่พร้อมหน้าในเวลาเดียวกัน  ลูก ๆ หลาน ๆ สามารถพาพรรคพวกมาสังสรรค์เหมือนเป็น Camp ฤดูร้อนได้ด้วย  ดังนั้น จึงออกแบบให้มีที่นอนมาก ๆ สามารถรองรับแก๊งหลากแบบของพวกเราได้  ห้องนอนใหญ่จึงถูกออกแบบให้รองรับคนได้ถึง 5 คนหรือมากกว่านั้น (ถ้าเค้านอนเบียดกันได้) โดยมีเตียง 2 ชั้น 2 เตียง และเดย์เบดที่มุมห้องอีก 1












ส่วนในห้องนอนเล็ก สามารถรองรับคนได้ 3 คน มีเตียงขนาด 5.5 ฟุต และเดย์เบดที่สามารถเป็นได้ทั้งที่นอนและนั่งเล่นในเวลาเดียวกัน

 






และยังมี Day bed หน้าห้อง Pantry และโซฟาที่สามารถแปลงเป็นเตียงนอนในยามค่ำคืนที่มีผู้มาเยือนเป็นหมู่คณะ


การตกแต่งผนังบางจุดด้วยการทำ Build-in
บ้านหลังนี้ ใช้วิธีที่จะไม่ทำให้ต้องยุ่งยากหรือเปลืองเงินในการที่จะออกแบบภายในให้แตกต่างไปจากโครงสร้างเดิม  คิดว่ายิ่งทำมากก็อาจยิ่งมีปัญหาหรือไม่ได้ดังใจ  เพราะเเราไม่มีความถนัด จึงตัดสินใจทำ Build-in เฉพาะส่วนที่จำเป็นเท่านั้น คือ ด้านหัวเตียงในห้องนอนทั้ง 2 ห้อง และบริเวณโต๊ะอาหาร  


ในส่วนของครัว (Pantry) เราตัดสินใจเลือกทำครัว Build-in กับ brand Index เพราะเค้าจะมาวัดขนาดและส่งโรงงานทำ ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน   เมื่อทำเสร็จสามารถมาติดตั้งได้ในวันเดียว จึงเป็นการดี เพราะเราไม่สามารถมาเฝ้าให้ช่างทำงานติดต่อกันหลาย ๆ วันได้ ซึ่งการทำ Build-in ครัวโดยช่างทั่วไปอาจใช้เวลา 2 อาทิตย์หรือมากกว่า

ความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิท  
เฟอร์นิเจอร์หลายชิ้น ได้ idea จากหนังสือตกแต่งบ้านที่สะสมไว้  ซึ่งเป็นประโยชน์ในแง่ที่ไม่ต้องจ้างมัณฑนากรมาออกแบบ เอารูปจาก magazine ไปบอกให้ช่างทำตามแบบได้เลย  หนังสือตกแต่งบ้านจึงเหมือนเพื่อนสนิทที่รู้จักกันเงียบ ๆ มานาน
ในรูปเป็นแบบตู้ที่เขียนและกำหนด Dimension เอง แนบกับรูปที่ตัดจากหนังสือ  ไปปรึกษากับช่างเพื่อทำตู้ตามแบบค่ะ โชคดีที่ผิดพลาดน้อยมาก คือความสูงไม่ได้ดูว่ามันสูงกว่าปลั๊กไฟ ซึ่งทำให้ต้องจ้างช่างมาย้ายปลั๊กไฟใหม่ สาเหตุมาจากไม่มีความรู้เกี่ยวกับขนาดที่ถูกต้องของเฟอร์นิเจอร์



ด้านซ้ายเป็นแบบจากนิตยสารตกแต่ง  ด้านขวาเป็นตู้ที่จ้างช่างทำค่ะ 














เพื่อนของพ่อ เพื่อนของลูกมาพักผ่อนกันก็ชมว่าบ้านสวย  รู้สึกอิ่มเอมและมีความสุขกับบ้านหลังนี้มากค่ะ ได้บ้านที่ ตรงใจ ด้วยงบประมาณการตกแต่งที่จำกัด

วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ความทรงจำในวัยเด็กที่หัวหิน (2) Memory of Hua Hin Beach (2)


เขียนเมื่อ  มกราคม 2551 (ยังไม่ได้ซื้อบ้านที่หัวหิน)


เรายังคงผูกพันอยู่กับหัวหิน ปีนึงปีนึง เราพี่น้องสลับกันไปเที่ยวไปนอนไปกินอยู่หัวหิน ไม่ต่ำกว่า 5-6 ครั้ง ถึงขนาดหน่อยกับน้าอุ้ยซื้อ Condo อยู่เขาตะเกียบ เสียดายที่พ่อไม่ได้อยู่เห็นความรุ่งเรืองของลูกสาวคนเล็ก  ส่วนชั้นกับครอบครัวก็มักไปนอนอยู่ Majestic เป็นประจำ มีครั้งนึงได้ไปนอนห้อง Suit  ติดทะเล ตื่นเช้าขึ้นมาก็เห็นพระอาทิตย์ขึ้นโดยไม่ต้องลุกออกจากที่นอน  ทำให้นึกถึงตอนที่มาหัวหินกับพ่อเมื่อยังเล็กอยู่


พ่อมักเรียกให้พวกเราตื่นกันแต่เช้าเพื่อเดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ทะเล  ในมุมนึงมันอาจเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ซึ่งคนอื่นอาจไม่ได้สนใจ  แต่พ่อได้สอนให้เรารู้จักอีกมุมมองนึงของชีวิตว่า ถ้าเรารู้จักแสวงหา....   ความสุขก็ไม่ได้อยู่ไกลจนเกินจะเอื้อม  และการแสวงหานั้นก็ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากมายนัก   การเฝ้ามองดูแสงแรกของตะวัน  สาดส่องสู่โลกทำให้เรารู้จักกับสัจธรรมและรู้จักคิดอะไรได้มากมาย  สุดแต่ว่าใครจะเห็นถึงความหมายของมันอย่างไร


ทุกวันนี้ เมื่อมีโอกาสได้ไปเดินเล่นที่ชายหาดในตอนเช้า  ชั้นยังคงไปแอบพลิกดูเจ้าปูหินตัวน้อยที่แอบอยู่ใต้ก้อนหิน และนึกถึงเวลาที่เรามาเดินดูพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้ากับพ่อ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นพ้นขอบน้ำและสาดแสงแรกให้เราเห็นแล้ว  พ่อมักพาเราเดินไปดูตามโขดหินเล็ก ๆ พลิกดูปูหินกับเจ้าปลาตัวเล็กที่ติดอยู่ตามแอ่งตอนที่น้ำขึ้นในตอนกลางคืนและว่ายกลับลงไปไม่ทันเมื่อน้ำลงในตอนเช้า  พ่อมักสอนให้เราหาความสุขจากสิ่งที่ไม่ต้องซื้อหา  ซึ่งมันรายล้อมอยู่รอบตัวเรา 


เมื่อถึงเวลาเล่นน้ำทะเล (หลังจากพ่อตื่นนอนตอนบ่ายแล้ว) พ่อมักพาเราเดินไปตามทางที่ขรุขระคดเคี้ยวเพื่อไปยังชายทะเลที่อยู่ไกลออกไป นอกจากต้องเดินผ่านทางที่ ย่ำแย่และ ไกลโขแล้ว  เราต้องเดินข้ามทางน้ำเล็ก ๆ ก่อนไปถึงชายหาด  ซึ่งชั้นเกลียดขั้นตอนนี้มาก  มันเป็นทางน้ำที่พ่อเรียกมันว่าลำประโดง ซึ่งชั้นคิดเอาเองว่า น้ำที่ไหลมานั้นคงเป็นน้ำเสียที่ออกมาจากบ้านเรือนต่าง ๆ แล้วทิ้งลงสู่ทะเล  ถึงแม้มันจะเป็นน้ำใส ๆ ไม่ได้ดูสกปรกอะไรมากมาย   และต้องไหลลงไปรวมกันอยู่ในทะเล และเราก็ต้องลงไปแช่อยู่ในน้ำนั้นอยู่แล้วก็ตามที  แต่จำได้ว่า  ชั้นจะพยายามกระโดดข้าม หรือไม่ก็มองหาขอนไม้หรือลูกมะพร้าว เพื่อเหยียบลงไปบนเจ้าสิ่งนั้น แทนที่จะต้องย่ำลงไปซึ่งจะทำให้เท้าและขาของชั้นต้องแช่ลงไปในน้ำ    แต่พ่อจะไม่ใส่ใจกับมันมากนัก  เพราะพ่อจะย่ำลงไปในทางน้ำเหมือนมันเป็นทางเดินธรรมดาที่เราเดินมาตลอดทาง  แล้วมุ่งสู่ชายหาดที่มองเห็นอยู่เบื้องหน้า  

พอไปถึงหาด  เราจะวางสัมภาระต่าง ๆ ไว้บนพื้นทราย  แล้วก็เดินเก็บเปลือกหอยกันไปตามชายหาด เมื่อยังเด็ก  แม่มักมาทะเลกับเราด้วย  ชั้นยังไม่เคยเห็นแม่เล่นน้ำทะเลเลยซักครั้ง  แม่มักมาเดินเล่นเก็บเปลือกหอยหรือไม่ก็นั่งคุยกับพี่ ๆ ลูกของลุงดูพวกเราเล่นน้ำ  ในตอนนั้นทะเลหัวหินมีหอยทับทิมมากมายกระจายเกลื่อนอยู่ตามหาด


เราก็จะเลือกเก็บเฉพาะตัวที่มีขนาดใหญ่และสีเข้มจัด เพราะมันจะดูมีค่ามากกว่าเจ้าตัวเล็ก ๆ สีชืด ๆ เหล่านั้น ซึ่งดูธรรมดาไม่น่าสนใจ  จนกว่าเราจะกวาดตาไปเจอเข้ากับเปลือกหอยจุ๊บแจงตัวสวย 


คนที่เจอมักร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น เพราะเราจะไม่พบเห็นมันบ่อยนักโดยเฉพาะตัวที่ไม่มีรอยแตกหักเสียหาย  บางครั้งพ่อจะเก็บเอาเปลือกหอยรูปร่าง กลม มน ผิวเกลี้ยง ๆ แล้วก็มีสีเข้มเป็นจุดกลมอยู่ตรงกลางเหมือนลูกกะตามาให้  พ่อบอกว่ามันคือหอยตาวัว  หายากนะ  นั่นเป็นการเน้นย้ำให้เราเก็บมันไว้และใส่ลงในถุงเป็นอย่างดี  แต่ก็ยังสงสัยอยู่จนทุกวันนี้ว่า  มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเปลือกหอยหรือเปล่า เพราะรูปร่างหน้าตามน ๆ เกลี้ยง ๆ ไม่มีช่องหรือโพรงพอที่จะให้ตัวหอยเข้าไปอาศัยอยู่ได้ซักนิด  ปัจจุบัน ชายหาดหัวหินไม่มีหอยทับทิมให้เห็นดาษดื่นเหมือนที่เคยเป็น  ไม่น่าเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงอันน่าใจหายนี้จะเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาไม่นานเลย

พอเดินเก็บเปลือกหอยไปไกลจนเริ่มเมื่อย  เราก็มักชวนกันลงเล่นน้ำทะเล  คราวนี้ ถึงเวลาที่เจ้าห่วงยางจอมปัญหาจะกลายเป็นของเล่นชิ้นพิเศษ  ที่คนที่เล่นน้ำอยู่ใกล้พวกเราไม่มีใครมีและไม่มีใครอีกแล้วที่จะสนุกสนานได้เหมือนพวกเรา  เราจะรู้สึกรักใคร่มันอย่างไม่เคยเป็น (ต่างกับความรู้สึกในตอนที่แบกอุ้มมันมาจากบ้านอย่างลิบลับมันทำให้เราสนุกสนานอยู่เหนือเกลียวคลื่นอย่างไม่รู้เบื่อ  ความรู้สึกนี้คงคล้ายกับเด็กที่ได้เล่น Slider ในยุคนี้ แต่ในยุคของเรา  แค่นี้.........ก็สนุกอย่างที่สุดและไม่เคยคิดว่าจะมีอะไรสนุกสนานเท่านี้อีกแล้ว


เราดำผุดดำว่าย ลอยคออยู่อย่างนั้น  ภาพที่เห็นจนชินตาก็คือเราจะเอามือข้างนึงเกาะเกี่ยวห่วงยางอันใหญ่สีดำอยู่ด้วยกันตลอดเวลา  เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะไม่จมลงไปเมื่อคลื่นลูกใหญ่โถมเข้ามาหา  บางครั้งพ่อก็ว่ายน้ำออกไปไกลโดยลากเอาเจ้าห่วงยางอันใหญ่ที่มีพวกเราเกาะกันเป็นพรวนออกไปด้วย  พวกเราจะร้องโวยวายบอกพ่อว่าให้พอได้แล้ว  เราออกมาไกลและน้ำก็ลึกมากแล้ว   แต่พ่อกลับสนุกที่ได้แกล้งพวกเราอย่างนั้น  พ่อว่ายน้ำลากห่วงยางออกไปในทะเลอีกพร้อมกับหัวเราะสนุก พร้อมกับทำเสียง พุ้ย พุ้ย เพื่อพ่นน้ำทะเลออกจากปากตลอดเวลา 

บางทีเราก็เบื่อที่ต้องเกาะเกี่ยวอยู่บนห่วงยาง  พ่อก็จะสอนวิธีเล่นน้ำทะเลแบบใหม่ให้เรา  คือการโต้คลื่นอยู่ริมหาด  โดยเลือกยืนในทำเลที่คลื่นแรงที่สุด  แล้วเมื่อคลื่นลูกใหญ่โถมเข้ามา  เราจะเอนหลังเข้าใส่ให้คลื่นกระแทกตัวเราอย่างสนุกสนาน  นี่แหละ...ความสุขที่มีอยู่รอบตัว” ……....

เมื่อเวลาแห่งความสนุกสนานสิ้นสุดลง  ความ เซ็งก็จะเข้ามาแทนที่ในบัดดล  เมื่อเราก้าวขึ้นจากทะเล  อากาศรอบข้างเริ่มเย็นลงเนื่องจากพระอาทิตย์ยอแสงลงมากแล้ว  ลมทะเลยังคงพัดปลิวอยู่เหมือนเคย  แต่เรารู้สึกเหมือนว่าลมมันพัดแรงมากกว่าเมื่อตอนเราเดินเก็บเปลือกหอยกันอยู่  เนื้อตัวเหนียวไปด้วยน้ำทะเล  ผมเผ้าที่ปลิวเพราะแรงลม  ติดหนึบอยู่ตามใบหน้า ตามแก้มและลำคอ    บ่อยครั้งที่เราพยายามจะไม่สนใจและปล่อยให้มันเกาะหนึบอยู่อย่างนั้น แต่ในที่สุดเราก็ทนความรำคาญไม่ไหว ต้องเอามือข้างที่ว่างอยู่ (ถ้าเราต้องเป็นคนแบกห่วงยางหรือถือเสื้อผ้าที่ยังไม่เปียก) มาแกะเอาผมเจ้ากรรมนั้นออกจากเนื้อตัวหน้าตา  เพื่อให้พ้นจากความรำคาญนั้นเสียที  แต่ก็เป็นเพียงชั่วคราว  เพราะไม่นานนักมันก็จะปลิวมาติดหนึบบนหน้าเราอีกจนได้

เราต้องเดินย่ำไปบนทางน้ำไหลอีกครั้งเพื่อกลับบ้าน  ชั้นต้องกลับมารู้สึกแขยงกับความสกปรกเนื่องจากคิดถึงที่มาของน้ำที่ไหลผ่านไปอีกครั้ง  แต่ครั้งนี้บางทีมันก็มีความรู้สึก ดีปนอยู่ด้วย   เป็นความรู้สึก ดีที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่แล้วหายไป  ชนิดที่ถ้าไม่สังเกตก็คงไม่รู้  อาจเป็นเพราะความหนาวจากตัวเปียกและลมแรง  เมื่อได้มาสัมผัสกับความอุ่นของน้ำที่เราย่ำผ่าน  ทำให้เรารู้สึก เหมือนจะดีขึ้นมาซักนิดหนึ่ง  ถึงแม้ไม่ใช่ความรู้สึกประทับใจยิ่งใหญ่อะไร  แต่มันก็จะทำให้จดจำรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผ่านมาได้ถึงทุกวันนี้  ปัจจุบันทางระบายน้ำเล็ก ๆ ก่อนออกสู่ทะเลนี้ คือส่วนหนึ่งของสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตต์ เป็นสวนสาธารณะติดทะเลแห่งหนึ่งของหัวหิน น่าแปลกใจที่ยังมีที่ดินติดทะเลที่เป็นที่สาธารณะขนาดใหญ่แบบนี้

เราต้องเดินตัวเหนียวอย่างนั้นไปอีกไกลกว่าจะกลับถึงบ้าน  บางครั้งเราอยากถอดไอ้เจ้ารองเท้าแตะที่ใส่เดินมาจากบ้านแล้วหิ้วมันไปให้รู้แล้วรู้รอด  แต่เพราะพื้นดินที่เราเดิน  มันไม่มีความราบเรียบเกลี้ยงเกลาให้เราเดินเท้าเปล่าได้เลย  แถมหินที่โผล่ตะปุ่มตะป่ำขึ้นมาจากพื้นดิน รากหญ้าที่แข็ง และกรวดทราย รวมทั้งพงหนามของต้นไม้แห้ง  ทำให้เราต้องทนใส่รองเท้าแตะน่ารำคาญนั้นมาตลอดทาง  นอกจากมันจะเปียกน้ำทะเลจนเหนอะหนะไม่น่ารื่นรมณ์แล้ว  มันยังพลอยลากเอาดินทรายตามทางที่เราเดินผ่านติดขึ้นมาด้วย   และในที่สุดทรายเจ้ากรรมที่ดูมีเสน่ห์เหลือหลายตอนที่เราเดินเก็บเปลือกหอยกันอยู่ริมหาด  ก็จะกลับกลายเป็นสิ่งที่คอยรังควาญเราไปตลอดทาง  เนื่องจากมันจะกลายเป็นก้อนน่ารำคาญอยู่ระหว่างฝ่าเท้ากับรองเท้าแตะคีบสีน้ำเงินคู่กาย 
แล้วก็ยังมีเจ้าห่วงยางสีดำอันใหญ่   ซึ่งตอนขามาเราช่วยกันแบกหามมันจากบ้านอย่างทุลักทุเลแต่เปี่ยมไปด้วยความรักใคร่  แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็นภาระอันหนักอึ้ง  ที่พวกเราต้องผลัดกันแบกผลัดกันหามไปตลอดทาง  ดูมันช่างเอาเปรียบเราเสียจริง  ขากลับจากทะเลจึงดูเหมือนเป็นสิ่งที่พวกเรา "ไม่ชอบ" มันมากที่สุดใน Trip ฤดูร้อนที่หัวหินของพวกเรา  

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

ความทรงจำในวัยเด็กที่หัวหิน (1) Memory of Hua Hin Beach (1)




บทแรก

ในวัยเด็ก  ฤดูร้อนทุกปีของชั้น เริ่มต้นเหมือน ๆ กัน... 
ปิดเทอมครั้งใด พ่อจะพาพวกเราขนข้าวขนของออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่หัวหิน เมืองตากอากาศที่มีชื่อเสียงอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย ฟังดูหรูหรามากใช่มั้ย ลองฟังต่อก่อนว่า summer trip ของชั้น so amazing ขนาดไหน

รถประจำทางสีส้มแดงที่วิ่งตะบึงไปข้างหน้า ฝุ่นตลบฟุ้งตามหลังไปตลอดทาง  เป็นปฐมบทการเดินทางช่วงปิดเทอมที่เริ่มเหมือนกันแทบจะทุกครั้ง

ยังจำบรรยากาศของการเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางระหว่างจังหวัดในยุค 70 ได้หรือเปล่า ในสมัยนั้น ไม่ว่าเราอยู่ที่ตรงไหนของถนนที่รถโดยสารจะแล่นผ่าน เราสามารถโบกเพื่อขึ้นรถได้โดยไม่ต้องไปขึ้นที่สถานีขนส่งเหมือนในปัจจุบัน  โดยมีพนักงานหรือที่เราเรียกกันจนชินหูว่า "กระเป๋ารถเมล์" จะเป็นผู้ทำหน้าที่คอยลากคอยดันผู้โดยสารที่โบกขึ้นรถระหว่างทาง   



ในระหว่างที่รถวิ่ง  กระเป๋าฯ  จะประจำอยู่ประตูหน้าและหลัง  ทำหน้าที่โหนอยู่ที่ข้างประตูรถ โดยเอามือและเท้า (ซึ่งต้องเป็นข้างขวา) โหนเกี่ยวอยู่กับที่ยึดข้างประตูรถแล้วปล่อยตัว แขนและขาอีกข้างหนึ่งออกไปนอกตัวรถ พร้อมกับต้องทำตัวให้โบกสะบัดไปตามแรงลม เปรียบเป็นธงสัญลักษณ์อะไรซักอย่างก็ไม่ปาน เนี่ยแหละ...กระเป๋ารถเมล์ของเมืองไทยในยุค 70

อากาศเดือนเมษาร้อนอบอ้าว หลายชั่วโมงในรถเต็มไปด้วยคนสารพัดประเภท สัมภาระสารพัดอย่าง มีเพียงอากาศที่แหวกเข้ามาตามช่องหน้าต่างเท่านั้นที่ช่วยให้ความร้อน ความเหม็น ความอึดอัด ผ่อนคลายลงบ้าง แต่ก็จะมีความรำคาญและน่าหงุดหงิดเป็นของแถมมาด้วย เนื่องจากผมเผ้าจะยุ่งเหยิงพันกันและปลิวมาเกาะอยู่ตามหน้าตาที่เหนียวเหนอะหนะไปด้วยเหงื่อ  บรรยากาศในรถเต็มไปด้วยฝุ่นแดง ควันรถและกลิ่นครัชไหม้  เสียงล้อรถบดไปบนถนนตลอดทาง อย่าหวังว่ารถเมล์เก่าคร่ำสีส้มจะมีแอร์เย็นฉ่ำเหมือนรถประจำทางปรับอากาศสองชั้นทันสมัยที่วิ่งให้เห็นบนถนนทุกวันนี้ 

บทที่ 2

เมื่อรถแล่นผ่านชะอำมาแล้ว พ่อกับแม่ก็จะต้องปลุกเรียกชั้นกับน้องให้ตื่นจากความเหนียวเหนอะหนะและงุนงง เพื่อเตรียมสัมภาระที่เด็กตัวเล็ก ๆ เช่นพวกเราจะช่วยพ่อแม่ถือได้ รถเมล์จอดลงอย่างกระแทกกระทั้น กระเป๋าฯ ทำหน้าที่ผู้ให้บริการอย่างยอดเยี่ยม นอกจากเค้าแทบจะอุ้มคนแก่และเด็กลงจากรถแล้ว เค้ายังทำหน้าที่ปีนบันไดหลังขึ้นไปบนหลังคา แล้วก็โยนกระเป๋าของพวกเราลงมาให้คนที่รอรับอยู่ข้างล่าง ชั้นยังไม่เคยเห็นเค้าโยนพลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว

รถแล่นออกไปอย่างเร่งรีบ จนบางครั้งกระเป๋าฯ (คนเดิม) ต้องวิ่งตามรถไปตั้งไกล  กว่าจะเอามือและเท้าข้างเดียวกับที่โหนตอนรถวิ่ง เกี่ยวพันในท่าเดิม และรถสีส้มแดงคันนั้นก็หายลับไปท่ามกลางฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย

บ้านตากอากาศฤดูร้อนของชั้น  เป็นบ้านไม้สองชั้นใต้ถุนสูงทรง  หัวหิน” ชั้นล่างของตัวบ้านมีพื้นเป็นดินที่เรียบและแข็งมาก สามารถใช้ไม้กวาด กวาดไปบนพื้นเพื่อขจัดใบไม้และเศษผงใหญ่ ๆ ให้บ้านดูสะอาดตาน่าอยู่ และหน้าที่ของชั้นอย่างนึงก็คือกวาดพื้น (ดินชั้นล่างนี่แหละ 

ด้านหนึ่งของบ้านเป็นห้องเก็บของ เก็บพวกของใช้ที่จำเป็นสำหรับการเพาะปลูก จักรยาน แล้วก้ออุปกรณ์ที่ใช้บ้างไม่ใช้บ้างรวมกันอยู่ในนั้น อีกด้านเป็นเหมือนห้องเอนกประสงค์ มีทางเดินทะลุจากหน้าบ้านไปยังหลังบ้าน ทางเข้าและทางออกเป็นช่องโล่งไม่มีประตู  จะว่าไม่มีก็ไม่ถูกนัก เพราะมีบานกระทุ้งบานใหญ่ปิดเอาไว้ในตอนกลางคืน ซึ่งการเปิดจะใช้ไม้ไผ่ท่อนยาว ๆ มาดันที่ปลายแล้วผลักบาน (ซึ่งน่าจะเรียกว่าประตู) นั้นขึ้นไป แล้วใช้ปลายไม้ไผ่อีกข้างหนึ่งค้ำลงไปในดิน เพียงเท่านี้ เราก็จะมีที่วิ่งเล่นที่ไม่มีผนังหรือบานประตูใด ๆ มาขวางกั้น มีเหมือนกัน  ที่วิ่งไล่กันเพลินไปชนเอาไม้ค้ำ  จนบานประตูฟาดลงมาเสียงดังสนั่น  หลังจากนั้นก็จะได้ยินเสียงแม่ดังกว่าเสียงประตูเมื่อกี้เสียอีก พวกเราก็เลยต้องอพยพไปในไร่แตงโมข้างบ้าน  รอให้แรงระเบิดทุเลาลง  ค่อยกลับมาเล่นกันต่อ


ห้องเอนกประสงค์นี้ด้านหนึ่งเป็นชั้นเก็บของขนาดใหญ่ อีกด้านเป็นแคร่ไม้ยกพื้นสูงแค่สะโพก พื้นไม้สักขัดมันยาวตั้งแต่หน้าบ้านจนถึงหลังบ้าน เป็นทั้งที่ทำอาหาร ตั้งวงกินข้าว เป็นลานเด็กเล่น เป็นห้องรับรองแขกเมื่อมีเพื่อนบ้านมาหา  นอกจากนี้ถ้าวันไหนมีอาคันตุกะมาค้างแรมเยอะ  ตรงนี้ก็ใช้ไปโรงแรมห้าดาวได้อีกด้วย

บันไดทอดขึ้นชั้นบนอยู่ด้านข้างของตัวบ้าน เหมือนบ้านตามต่างจังหวัดทั่วไป ข้างบันได้ชั้นล่างวางอ่างล้างเท้าเป็นปูนรูปสี่เหลี่ยมมีแท่นอยู่ตรงกลางสำหรับให้เราขึ้นไปยืน แล้ว(ใช้เท้า)วักน้ำที่ล้อมอยู่รอบแท่นขึ้นมาล้างเท้า ก่อนขึ้นบ้าน  

และอันนี้ก็เป็นงานประจำของชั้นอีกงานหนึ่งเช่นกัน คือตักน้ำมาเปลี่ยนในอ่าง...อย่าเข้าใจผิด  ชั้นไม่ได้เป็นซินเดอเรลล่า ทำงานบ้านสารพัดอยู่เพียงคนเดียว เพราะที่กล่าวมาทั้งหมด  น้อง ๆ ก็ต้องรับหน้าที่เหมือนกัน  จะมาเกี่ยงว่าตัวเล็กตัวใหญ่ไม่ได้  เพียงแต่ตัวเล็กก็อาจทำน้อยหน่อย

บันไดทอดขึ้นสู่ระเบียงกว้างไม่มีหลังคา เป็นชานขนาดใหญ่ ซึ่งบางครั้งเราใช้เป็นที่นอนดูพระจันทร์ในคืนข้างขึ้น และดูดาวในคืนข้างแรม นี่คือความบันเทิงอีกอย่างยามค่ำคืน  ถัดจากระเบียงมาเป็นห้องโถงยกพื้น ไม้ขัดมันมีฝาสามด้าน ด้านหนึ่งเป็นห้องนอน 2 ห้องของพวกพี่ (ลูกลุง) ฝาบ้านประดับไปด้วยภาพถ่ายขาวดำบุคคลในครอบครัวตั้งแต่รุ่นปู่ย่า...ลุงป้า..พ่อแม่ แล้วก็มาถึงรุ่นพวกเรา ซึ่งบางรูปก็แทบดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร  หน้าตาขี้เหร่หาที่เปรียบไม่ได้  แต่สิ่งที่ชั้นบังคับตัวเองทุกครั้งไม่ให้หันไปมองทั้งที่รู้ดีว่าสิ่งนี้วางสงบนิ่งอยู่อย่างนั้นมาตั้งแต่จำความได้ก็คือ โกฎิที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านนึงของฝาบ้านไม่ต่ำกว่า 4-5 อัน.....และห้องโถงนี้นี่เองที่เป็นโรงแรมห้าดาวของพวกเราทุกคราวที่ไปเยือนหัวหิน

บ้านตากอากาศของชั้นใช้พลังงานธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์  คือยังไม่มีไฟฟ้าใช้  ตอนหัวค่ำสิ่งบันเทิงของเราคือล้อมวงฟังผู้ใหญ่คุยกันถึงเรื่องต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องวิถีชีวิตทั่วไปของชาวบ้านแถวนั้น  และความเป็นไปของญาติ ๆ ที่ไม่ได้เจอกันนานนับปี  บางทีก็เป็นเรื่องในอดีตที่ฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก  เหตุผลอย่างหนึ่งที่เราต้องมาล้อมวงฟังอะไรที่ซ้ำ ๆ ด้วยสำเนียงชาวหัวหินดั้งเดิมแบบนี้ก็คือ  กลัวผี (ทั้งที่ไม่ได้เล่าเรื่องผี)

พอตกดึก รอบ ๆ บ้านอันเป็นที่แสนสุขของพวกเราในตอนกลางวัน จะกลายสภาพเป็นหนังสยองขวัญไปในทันที  บรรยากาสรอบบ้านปกคลุมไปด้วยความมืด  เสียงจักจั่นที่แผดเสียงดังสนั่นไปทั้งราวป่า  นาน ๆ ก็จะมีเสียงตุ๊กแกดังแทรกอยู่ใกล้ ๆ บ้าน เป็น background  แสงสว่างที่มีอยู่ก็เป็นเพียงตะเกียงเจ้าพายุดวงเดียว   
พอดึกมากเข้า ไอ้เจ้าตะเกียงซึ่งเป็นความหวังสุดท้ายของชั้นก็จะดับลง  เพื่อเป็นการประหยัดทั้งน้ำมัน และยืดอายุไส้ตะเกียงให้นานขึ้น  ตอนนี้ก็มีเพียงดาวบนฟ้าเท่านั้นที่ให้แสงสว่าง  เสียงพูดคุยยังคงดำเนินต่อไป  ยิ่งดึกเสียงนั้นก็ยิ่งกังวาลชัดอยู่ท่ามกลางความมืด  ท่วงทำนองและน้ำเสียงแบบชาวพื้นเมืองแท้ ๆ ขอลุงกับป้าสลับกับเสียงของพ่อที่พูดคุยสอบถามถึงความเป็นไป ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการดำเนินชีวิตและการทำมาหากิน  มันเป็นความยากลำบากที่พวกเค้าคุ้นเคยและไม่ได้ใส่ใจว่ามันเริ่มต้นมาเนิ่นนานแค่ไหน  เค้าดำเนินชีวิตตามที่มันเป็น

ชั้นพยายามข่มตาให้หลับภายใต้มุ้งสายบัวหลังเก่าสีหม่นแต่สะอาด  ทุกคนพยายามจะนอนอยู่ตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่เพื่อความอุ่นใจ  แต่ถ้าพ่อยังคุยอยู่กับลุงอย่างนี้  ชั้นจึงต้องเป็นฝ่ายนอนข้างที่ว่างอยู่ ซึ่งแน่นอนจะไม่มีใครนอนคั่นระหว่างชั้นกับความมืดน่ากลัวนั่น  บางคืนชั้นหลับไปได้ท่ามกลางเสียงพูดคุยของพ่อกับลุงก็จะเป็นโชคดี  แต่ถ้าคืนไหนนอนไม่หลับ...เป็นอันว่าคืนนั้นชั้นจะต้องนอนหลับตาแน่น  แต่ไม่สามารถข่มให้หลับอยู่อย่างนั้น (พร้อมกับไม่กล้ากระดุกระดิกด้วย) จนกว่าจะผล็อยหลับไปเอง

ความกลัว....มันคุกคามมากในความรู้สึกตอนนั้น  และทุกคืนชั้นจะต้องถูกสะกดให้นอนไม่หลับเพื่อเผชิญกับความมืดเพียงลำพัง  ชั้นเกลียดเวลาโพล้เพล้ พระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน  นั่นหมายความว่า ความมืดที่น่ากลัวจะเป็นฝ่ายชนะอีกครั้ง


บทที่ 3

การเล่นน้ำทะเลเกือบจะเป็นกิจกรรมที่สนุกและตื่นเต้นที่สุดของพวกเรา  วันแรก ๆ ที่ไปถึงเราแทบทนรอจนถึงบ่ายสี่โมงไม่ไหว  บางวันถ้าพ่อใจอ่อนเราก็จะได้ไปเล่นน้ำทะเลตั้งแต่บ่ายต้น ๆ พ่อจะพาเราเดินลัดเลาะไปตามทางเดินเท้าเล็ก ๆ ซึ่งมีบ้านคนปลูกอยู่ห่าง ๆ กัน   ข้างทางมีไม้พุ่มขนาดเล็กขึ้นระเกะระกะ  กิ่งใบมันดูแห้ง ๆ บางต้นก็มีหนาม  ถ้าเดินไม่ระวังก็อาจโดนมันข่วนเอาได้ 


เราเคยพยามที่จะใช้จักรยานเป็นพาหนะ เพราะระยะทางจากบ้านไปที่ทะเลก็เกือบกิโล แต่สุดท้ายก็ไม่เวิร์ก กลับมาใช้การ เดินเท้าเหมือนเดิมจะดีกว่า  เพราะทางที่ว่าเป็นหลุมเป็นบ่อไปตลอดทาง  ซึ่งจักรยานก็จะกลายเป็นภาระให้เราต้องลากจูงมันไปด้วยในที่สุด 

พอพ้นแนวป่าเล็ก ๆ นั่น ก็จะเห็นบ้านพักตากอากาศเรียงรายอยู่ริมหาด ทะเลไม่ได้เป็นสีเขียวมรกตเหมือนพังงา กระบี่ น้ำไม่ได้ใสเป็นกระจกเหมือนสิมิลัน  แต่มีหาดทรายขาวยาวเหยียดสุดลูกตา มีเรือประมงลำเล็กเกยอยู่ตามหาด  มีเปลือกหอยเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่ว และมีดอกลั่นทมสีขาวกลิ่นหอมซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสนโมแมนติกอย่างหนึ่งของหัวหิน



เราจะมีห่วงยางสีดำอันใหญ่ ได้มาจากยางในล้อรถ (ซึ่งน่าจะเป็นรถบรรทุก) เป็นอุปกรณ์ประกอบการเล่นน้ำทะเลของพวกเรา เราต้องผลัดกันแบกไอ้เจ้าห่วงยางอันมหึมานี้ไปด้วย เป็นระยะทางเกือบหนึ่งกิโลเพื่อไปเล่นน้ำทะเล   พ่อจะมีหน้าที่ว่ายน้ำลากห่วงยางออกไป  โดยมีพวกเราเกาะกันเป็นพรวนอยู่อย่างนั้น พ่อมักจะแกล้งว่ายออกไปไกลมาก ๆ โดยไม่สนใจเสียงตะโกนห้าม แข่งกับเสียงคลื่นของพวกเราว่า พอแล้ว ไกลเกินไปแล้ว ซึ่งความจริงมันไม่ไกลอะไรนักหรอก  คุณคิดว่าพ่อจะสามารถว่ายน้ำทะเลที่คลื่นลมแรงมาก ๆ ในฤดูร้อน โดยลากเอาพวกลิง 3-4 ตัวไปได้ไกลซักแค่ไหนกันเชียว แล้วพ่อก็จะทิ้งพวกเราไว้อย่างนั้น และว่ายน้ำเข้าฝั่ง  พวกเราก็จะตาลีตาเหลือกช่วยกันวักน้ำ (เป็นอาการของคนที่ตัวลอยอยู่ในน้ำด้านในของห่วงยาง แล้วเอามือออกมาทำท่าเหมือนพายเรือ เพื่อจะไปยังทิศทางใดทิศทางหนึ่ง  ซึ่งบางครั้งก็จะทำให้ห่วงยางหมุนเป็นวงกลมอยู่ที่เดิม  เนื่องจากเราจะต่างคนต่างวัก) เพื่อจะตามพ่อไปให้ทัน แต่สิ่งที่ทำให้เราเข้ามาถึงฝั่งได้  ไม้ใช่แรงวักน้ำไร้ทิศทางของพวกเรา แต่เป็นเพราะคลื่นลูกใหญ่ที่ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ถาโถมเข้าหาฝั่งอย่างไม่รู้จักคำว่าเหนื่อยนั่นต่างหาก

เมื่อพระอาทิตย์เริ่มอ่อนแสง ลมแรง และความมืดเริ่มมาเยือน  มันเป็นสัญญาณให้รู้ว่าเวลาแห่งความสนุกสนานกำลังจะสิ้นสุดลง  ทุกอย่างดูเหมือนจะเปลี่ยนไปจากเดิมหน้ามือเป็นหลังมือ  ตอนนี้เราต้องเดินตัวเปียกไปตามทางเดิมที่เราเดินมาตั้งแต่ทีแรก  น้ำทะเลทำให้ตัวเราเหนอะหนะน่ารำคาญ ผมเผ้าติดหนึบอยู่ตามใบหน้าและลำคอ  แถมยังมีสัมภาระหลายอย่างที่เราต้องช่วยกันแบกช่วยกันถือ เราต้องเดินผ่านพงหนามและทางเดินเล็ก ๆ นั่นอีกครั้ง รองเท้าแตะของเราน่ารำคาญเพราะมีก้อนแฉะ ๆ ของทรายที่ติดขึ้นมาตอนที่เราย่ำเท้าเดิน ในตอนนั้นสิ่งที่อยากได้ที่สุดคือน้ำจืดซักตุ่มใหญ่ ๆ เพื่อล้างเอาความเหนียวเหนอะหนะออกไป

บทที่ 4

น้ำประปายังมาไม่ถึง เราใช้น้ำจากคลองชลประทานสำหรับดื่มกิน ทำอาหาร ล้างจาน ซักผ้าและอาบ  แต่ก็ใชว่าเราจะใช้มันได้ทันทีโดยเปิดจากก๊อกเหมือนน้ำประปาที่ไหลมาตามท่ออย่างปัจจุบัน  คลองชลประทานที่ว่า  อยู่ห่างจากบ้านไปทางทิศตะวันตกประมาณหนึ่งกิโล  เรามีทางเลือกสองทางคือ  เดินไปอาบน้ำที่คลองฯ หรือไม่ก็เอารถรุนเอนกประสงค์ไปขนน้ำจากคลองเพื่อมาอาบที่บ้าน ส่วนใหญ่เราจะเลือกทั้งสองทางคือนั่งรถรุน (ที่พ่อเป็นคนรุน) ไปอาบน้ำที่คลอง  และตักน้ำใส่ปี๊ป (หลายปี๊ป) กลับมาเติมตุ่มที่บ้าน

ตอนขาไปปี๊ปเปล่าสามารถวางซ้อนกันได้  พวกเรานั่งสบายไปบนรถ  แต่ขากลับอาจต้องมีคนเสียสละเดินตามหลังรถรุนกลับมา  แต่พวกเราก็สนุกที่ได้ช่วยพ่อรุนรถมาตามทางคดเคี้ยวที่เหมือนทางเกวียน  บางวันถ้าเราเพลินเล่นน้ำในคลองเสียนาน ขากลับสองข้างทางก็จะเริ่มมืดโพล้เพล้  พวกเราก็จะเดินติดเกาะพ่อไปตลอดทาง  บางครั้งพ่อก้แกล้งโดยการเข็นรถวิ่งหนี  พวกเราก็วิ่งตามไม่คิดชีวิต  โดยมีเสียงกรี๊ดดังลั่นตามไปด้วย

เรากลับถึงบ้านด้วยความเหนื่อยอ่อน เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกออกหมดแล้ว  พวกเราก็จะมาล้อมวงกินข้าวกัน แม่เป็นแม่ครัวทั้งสามมื้อ และตลอดการเดินทาง  กว่าเราจะทำกิจกรรมในแต่ละวันเสร็จ  อาหารเย็นของพวกเรามักล่วงเลยเวลาพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว  เราจึงกินข้าวใต้แสงตะเกียงกันบ่อย ๆ 

ถ้าวันไหนลุงยังกลับไม่ถึงบ้าน พ่อก็จะเอาตะเกียงน้ำมันมาจุดแทน เพราะการจุดตะเกียงเจ้าพายุต้องอาศัยผู้มีความรู้ทางเทคนิคโดยเฉพาะ (จุดไม่เป็น...) เปล่าหรอก..ความจริงแล้ว พ่อเกรงใจ ไม่อยากเอาตะเกียงอันใหญ่มาใช้ ในขณะที่ลุงก็เกรงใจและรู้ว่าพวกเราเป็นพวกมีอาการของโรคปอด (ชาวบ้านเรียก ปอดแหก”) กลัวผี อยู่ในความมืดนาน ๆ ไม่ได้ มักจับตัวกันเป็นก้อน เหมือนพลาสติกโดนความร้อน

บางคืนที่ฟ้าโปร่งมองเห็นดาว พ่อจะพาพวกเราไปนั่ง-นอนเล่นริมทะเล บางครั้งพ่อจะฮัมเพลงที่ไม่เหมือนที่เราเคยฟัง  เราจะต่อว่าพ่อต่าง ๆ นานา ว่าร้องเพลงอะไร ไม่เห็นรู้จักเลย หรือบางทีพ่อก็จะเป่า Mouth Organ เป็นเพลงที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อนเช่นกัน แต่พอนานวันเข้า เราก็จะคุ้นเคยและไม่เคยถามพ่ออีกเลยว่า เพลงอะไร” (เพราะพ่อก็คงไม่รู้เหมือนกัน!!!)